The Inflation Supercycle Returns

🔹 ภาพรวมตลาดการเงินทั่วโลกปรับตัวลดลงในเดือน มี.ค. ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงนำทุกสินทรัพย์ จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะชะงักงันในสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม Software ส่วนใหญ่ยังถูกกดดันจากการเปิดตัว Claude Co Work จาก Anthropic ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจมาแทนที่บางธุรกิจในกลุ่ม ประกอบกับการเปิดตัว “TurboQuant” ของทาง Google ที่กดดันหุ้นกลุ่ม Memory Chips

INDEGO Monthly Outlook
April 2026
“The Inflation Supercycle Returns”

🔹 ภาพรวมตลาดการเงินทั่วโลกปรับตัวลดลงในเดือน มี.ค. ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงนำทุกสินทรัพย์ จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะชะงักงันในสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม Software ส่วนใหญ่ยังถูกกดดันจากการเปิดตัว Claude Co Work จาก Anthropic ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจมาแทนที่บางธุรกิจในกลุ่ม ประกอบกับการเปิดตัว “TurboQuant” ของทาง Google ที่กดดันหุ้นกลุ่ม Memory Chips

🔹 ปัจจัยสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อหลายสินทรัพย์ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มี.ค. คือภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวอย่างผันผวน และทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งแรงกดดันเศรษฐกิจโลกผ่านทั้งห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต ผลักดันแนวโน้มเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ในระดับสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดการลงทุนในอนาคต ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้สินทรัพย์โภคภัณฑ์ และทองคำกลับมาน่าสนใจในฐานะเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาด

🔹 ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยข้างต้นส่งผลให้เหล่าธนาคารกลางทั่วโลกนำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อรอประเมินผลกระทบจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนและเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) แม้ได้เริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นก่อนหน้า แต่ยังเลือกคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนล่าสุด เพื่อประเมินเสถียรภาพของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อภายในประเทศ ทั้งนี้ ภาพรวมแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยกเว้นญี่ปุ่น ยังคงอยู่ในทิศทางขาลงตามแรงกดดันเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เราจึงแนะนำให้ Wait & See สำหรับการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง โดยจะเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากสภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงและเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ รวมถึงกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่ยืดหยุ่นเป็นหลัก

🔹 ทางด้านโครงสร้างพลังงานโลกที่พึ่งพาการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของพลังงานทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่มีการพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง จากความตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อความขาดแคลนพลังงาน ภายใต้บริบทดังกล่าว หลายประเทศมีแนวโน้มเร่งการลงทุนในพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานภายนอกและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) โดยแนวโน้มในอดีตสะท้อนการไหลของเงินลงทุนจากพลังงานฟอสซิลเข้าสู่พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์กลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cells) และเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)

🔹 ตลาด Private Credit กำลังเผชิญความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้นจากภาวะดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์จากผลกระทบของสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นกดดันอัตราเงินเฟ้อ และผลกระทบของ AI ที่มีต่อกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์ (SaaS) จนทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกแห่เทขายหน่วยลงทุนจนกองทุนต้องใช้กลไก Redemption Gate เพื่อบริหารสภาพคล่อง แม้จะมีความกังวลถึงวิกฤตเชิงระบบการเงิน แต่ด้วยโครงสร้างตลาดที่มีขนาดเล็กกว่า มีการใช้เลเวอเรจต่ำกว่า และส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะยาวต่างกับช่วงปี 2008 ทำให้โอกาสที่จะลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงจึงยังมีต่ำ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงแฝง (Tail Risk) จากความไม่โปร่งใสในการประเมินมูลค่าและการซ่อนปัญหากระแสเงินสดของผู้กู้ผ่านการชำระดอกเบี้ยแบบ Pay-in-Kind (PIK) จึงแนะนำให้นักลงทุนลดสัดส่วนกองทุน Direct Lending ในกลุ่มซอฟต์แวร์ขนาดกลางและเล็ก แล้วสับเปลี่ยนไปเน้นปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดใหญ่หรือกลุ่มสินเชื่อที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Based Lending) แทนเพื่อจำกัดความเสี่ยง

🔹 แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับตัวลงในช่วงเดือนที่ผ่านมาจากผลกระทบของภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ทว่าแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในปี 2026 และ 2027 คาดว่าจะเติบโตในระดับ Double Digit โดยในด้านรายได้นั้น ดัชนี Nasdaq 100 มีการคาดการณ์อัตราการเติบโตในปี 2026 ที่โดดเด่นที่สุดที่ 31.3% (YoY) ส่วนด้านการเติบโตของกำไรสุทธิดัชนี MSCI EM มีแนวโน้มการเติบโตในปี 2026 ที่สูงถึง 37.6% (YoY) ส่วนในปี 2027 ดัชนี HSTECH ถูกคาดว่าจะเติบโตถึง 38.8% (YoY) ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงไปต่อจากความต้องการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

🔹 อินเดียยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งจากแรงหนุนของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะหลังการปรับลดอัตราภาษี GST ในช่วงปลายปี 2025 ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านยอดขายยานยนต์ การเดินทางทางอากาศ และตัวชี้วัดด้านอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ในเชิง Valuation ตลาดหุ้นอินเดียได้ปรับฐานลงสู่ระดับราว -2 S.D. และมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วงปี 2027–2028 ซึ่งอาจนำไปสู่การ Re-rating ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงยังคงอยู่จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงแรงกดดันจากค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งอาจลดทอนผลตอบแทนในมุมมองนักลงทุนต่างชาติ เราจึงแนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นอินเดียสำหรับการลงทุนระยะยาว จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม

🔹 อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้หลายสินทรัพย์เกิดความผันผวน เราจึงแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรและ Rebalance พอร์ต โดยเฉพาะกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมาเยอะ และรอจังหวะในการกลับเข้าลงทุนในธีมที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายความมั่นคงและการพึ่งพาตนเอง ขณะเดียวกันยังสามารถถือต่อในสินทรัพย์ที่ยังมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ กองทุนแบบ Unhedged จากแนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ และทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยในระยะสั้นแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าลงทุนเพิ่มในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง

อ่านฉบับเต็มคลิก : https://www.indegowealth.com/wp-content/uploads/2026/04/Monthly-Outlook-April-2026.pdf

INDEGO
Independence for Global Opportunities

#ยืนหนึ่งเรื่องกองทุนต้อง INDEGO
#รู้ลึกรู้จริง วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
#ให้คำปรึกษาที่เป็นกลางที่สุด

✅ สำหรับผู้สนใจลงทุนผ่านบริการของ INDEGO สามารถติดต่อลงทุนและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
🌐 Website: https://indegowealth.com
📧 อีเมล [email protected]
📞 โทร: 02-233-9995
🗓 ทุกวันทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8:30 – 17:30 น.

  • SHARE
Contact
Contact